เสริมจมูกยังไง ไม่ให้โป๊ะ

เทรนการเสริมจมูกตอนนี้มาแรงมากนะครับ เดินไปทางไหน เห็นใครๆ ก็มีแต่คนที่เสริมจมูก สวยๆกันทั้งนั้น แต่เคยเห็นมั้ย ที่บางคน ที่เสริมออกมาแล้ว มันดูขัดๆ มันดูเว่อร์ ไม่เข้ากับหน้าเลย จากที่จะเสริมให้สวย ให้รับทรัพย์ กลับกลายเป็นขัดหูขัดตาไปแทน บางทีก็อยากเข้าไปทักนะ แต่กลัวเค้าจะเสียเซลฟ์ เงียบไว้ก่อนดีกว่า

เพราะฉะนั้น เรามาดูกันดีกว่า ว่าเสริมจมูกยังไงไม่ให้โป๊ะ

1. สันจมูก อย่าให้มันสูงเกิน คือโดยปกติ คนเอเชีย (คนไทยเรานี่หละ) มีตำแหน่งส่วนที่โด่งเป็นสันจมูกยกตัวมา ตั้งแต่ระดับ ขอบตาบน ซึ่งบางคน หากมีโหนกคิ้วหนาๆ ก็อาจยกสูงขึ้นอีกนิดหน่อยได้ (อันนี้ประยุกต์ตามความเหมาะสม เพราะคนเดี๋ยวนี้ ก็มีความลูกผสมมาบ้าง)

2. ความเรียวของส่วนแกนสิลิโคน รู้กันรึป่าว ร่องลึกที่อยู่ตลอดแนวจมูก ถ้ามันชัดมากเกินไป มันจะดูโป๊ะ คือดูรู้ว่าทำมาแน่นอน คือถ้าอยากให้รู้ว่าทำเนี่ย ทำให้โด่งเว่อร์นิดนึงยังดีกว่า แต่ร่องตามแนวจมูกมันลึกมาก เนี่ยมันหมายถึง การเหลาแกนสิลิโคน ที่ไม่ได้รูป ไม่เป็นสัดส่วนที่เหมาะสมกับแกนจมูก มันเลยเป็นแบบนั้น ลองสำรวจดูจมูกตัวเองกันด้วยนะ

3. เรื่องสุดท้าย โป๊ะเพราะมันเบี้ยวเอียง อันนี้ก็อาจเกิดทั้งตอนทำ หรือตอนที่คนไข้กลับบ้านมาดูแลตัวเองก็ได้ หลังทำก็แวะเวียน กลับมาให้หมอได้ชื่นชมผลงานกันบ้างนะครับ

สุดท้าย จะโป๊ะ ไม่โป๊ะ จะเว่อร์หรือไม่ยังไงก็อยู่ที่ความต้องการของเจ้าของจมูกด้วย คงต้องใช้เวลา ในการคุยความต้องการให้หมอที่จะทำเข้าใจให้มากที่สุด และความคาดหวัง ก็พยายามให้อยู่บนความจริงด้วย เท่านี้ จมูกสวยดั่งใจแน่นอนครับ

Advertisements

คนผอม เนื้อหน้าอกน้อย เสริมหน้าอกยังไง ถึงจะเหมาะ

ขึ้นเรื่องมาว่าเสริมหน้าอก สาวๆหลายคน คงสนใจไม่น้อยนะครับ แต่สาวกลุ่มนึงที่คงจะกังวลว่าจะเสริมหน้าอกได้หรือไม่อย่างไร เพราะเป็นสาวเนื้อน้อย ตัวผอม จริงๆก็ไม่มีปัญหานะครับ เพียงแต่ต้องพิจารณาขนาดให้ดี เนื่องจากปัญหาสำคัญของการเสริมหน้าอก เช่น หลังเสริมแล้วเป็นบล๊อค ดูไม่ธรรมชาติ การเกิดริ้ว ผิวแตกลาย ปัญหาเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เกิดจากการที่ผิวบางมากๆ ดังนั้นจึงควรเลือกขนาดที่พอเหมาะ ซึ่งต้องวัดโดยแพทย์ และที่สำคัญควรเสริมในชั้น ใต้กล้ามเนื้อ เพื่อเพิ่มส่วนที่มาปกคลุมสิลิโคน ให้ได้มากที่สุด ส่วนผิวสิลิโคนถ้าใส่ในชั้นนี้ เราอาจใช้ผิวเรียบได้ ก็ไม่มีปัญหา

ดังนั้นนะครับ มาหาหมอ ตรวจดูความหนาของผิวหนัง ดูความยืดหยุ่น และที่สำคัญเชื่อหมอนะครับ อย่าดื้อ เพราะความสวยของหน้าอก ไม่ได้อยู่ที่ขนาดอย่างเดียวครับ

เพียงเท่านี้สาวๆตัวเล็ก ก็จะใส่เสื้อผ้าได้สวยเซ๊กซี่กันแล้วครับ

​ฝีมือระดับท็อป รูปก๊อบไม่ต้อง

ผมว่ามันก็แปลกดีเหมือนกันนะครับ ที่คลินิกศัลยกรรมที่มีหมอเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว จะไม่นำผลงานตัวเองออกมาโชว์เสียหน่อย แต่กลับไปก๊อบรูปของคนอื่นเขามาลงเพจของตัวเองซะอย่างนั้น ไม่รู้ว่าผลงานของตัวเองไม่ถึงขั้น หรือว่าเป็นคลินิกเถื่อนกันแน่ นี่ก็ยังคิดๆ อยู่เหมือนกันว่าจะเอายังไงดี
ถึงแม้ว่ามันอาจจะดูเหมือนเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่งานนี้ผมคงต้องเอาเรื่องสักหน่อยแหละครับ ก็เพราะมีคลินิกมาแอบอ้างผลงานของคลินิกผมไปแบบหน้าตาเฉย ไม่ว่าจะเป็นเคสการเสริมหน้าอก หรือแม้แต่กระทั่งเคสผ่าตัดไขมันที่กระพุ้งแก้ม ซึ่งผมว่าการกระทำแบบนี้ มันเป็นการละเมิดกันโดยซึ่งๆ หน้า เหมือนกับการชิงผลงานของคนอื่นไปอวดอ้าง ไม่รู้ว่าคนเป็นหมอจริงๆ เนี่ย จะมีใครกล้าทำแบบนี้รึเปล่า

ตอนแรกผมเองก็อยากจะฟ้องร้องให้ถึงที่สุดนะครับ แต่คิดไปคิดมาก็เหนื่อยหน่ายใจ ถ้าผมต้องเอาเวลาไปขึ้นโรงขึ้นศาลให้เรื่องจบ สู้ผมเอาเวลาพวกนั้นมาดูแลคนไข้ไม่ดีกว่าหรือยังไง เพราะความสามารถของหมอใน YB Clinic ก็มีหลักฐานชัดเจนอยู่บนในหน้าของคนไข้อยู่แล้ว แต่ที่ต้องมาบ่นในวันนี้ เนื่องจากผมเป็นห่วงคนไข้คนอื่น ที่อาจจะหลงเชื่อข้อมูลแอบอ้างตามที่มีการขโมยรูปไปโฆษณาน่ะสิ ของแบบนี้ตอนทำมันไม่ยาก แต่มันยากตอนแก้ไขทีหลังนี่แหละ แล้วถ้าคนไข้ติดไข้ หรือเสียโฉมไปเนี่ย มันไม่ใช่เรื่องดีเลย ในฐานะคนเป็นหมอ ผมคงทนไม่ได้ ถ้าหากจะต้องปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น 

หลายครั้งที่ผมต้องเจอเคสแก้แบบหนักๆ ผมเองก็เคยถามเขานะว่า จะทำศัลยกรรมทั้งที ทำไมไม่หาข้อมูลให้ดีกว่านี้ แต่คำตอบที่ผมได้รับ กลับทำให้ผมต้องกุมขมับเลยทีเดียว เพราะวิธีการเลือกคลินิกของคนรุ่นใหม่ คือ การหาข้อมูลจาก facebook ดูภาพที่ทางคลินิกนำมารีวิว ถ้าหากว่าสวยถูกใจ ก็โทรไปติดต่อเรื่องค่าใช้จ่ายและนัดวันทำแบบง่ายๆ เนื่องจากเชื่อว่าหมอในคลินิกนั้นๆ เป็นเจ้าของผลงานที่นำมาโชว์นั่นเอง

แต่สิ่งที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดนั้น ไม่เคยเกิดขึ้นที่ YB Clinic อย่างแน่นอน เพราะเรามีนโยบายเรื่องความซื่อสัตย์ เราจะไม่ยอมเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตน แล้วไปแอบอ้างรูปผลงานของแพทย์ท่านอื่นว่าเป็นของเราอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่ากระแสข่าวที่ออกมานี้จะส่งผลกระทบต่อคลินิกของผม แต่ผมก็ยังคงยืนยันว่าจะรักษามาตรฐานเดิมที่มีเอาไว้ และพัฒนาฝีมือให้ดียิ่งขึ้น โดยทุกเคสที่ YB Clinic นั้นมี OPD ที่สามารถตรวจสอบได้ และพวกเรายังคงจะช่วยสานฝัน ที่จะทำให้คุณดูดีกว่าเดิมเป็นจริงต่อไป ตราบเท่าที่คุณยังไว้วางใจ YB Clinic เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: http://enewsinside.com/?p=2998

ยิ่งกว่ามาราธอน วิ่งข้ามประเทศเพื่อผู้ยากไร้ การจุดประกายความดีระดับชาติ ตามแบบฉบับ ตูน บอดี้สแลม

มันก็น่าแปลกดีนะครับ ที่มีคนออกมาตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำดี ว่าทำไปแล้วจะคุ้มค่าไหม หรือว่าทำไปเพื่อโปรโมตตัวเองรึเปล่า บางคนก็ว่าที่มันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นนั้น อาจเป็นเพราะรัฐบาลจัดสรรงบประมาณไม่ดีพอ เอาเงินไปทุ่มกับของที่ไม่จำเป็นมากจนเกินไป(รู้ๆกัน)จึงทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ที่มีรายได้ปานกลางถึงรายได้ต่ำต้องมีปัญหา ในการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลของรัฐ แถมยังมีเครื่องมีเครื่องใช้ที่ชำรุด และเก่าจนต้องปลดระวางเป็นจำนวนมาก ทำให้โอกาสของคนที่ไม่ได้มีรายได้สูงมากพอ ที่จะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน ต้องรอคิวในการรักษานานเกินไป แต่ในขณะเดียวกัน ห้องพักแพทย์ของโรงพยาบาลที่จะได้รับเงินบริจาค กลับตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูหรายังกับหลุดออกมาจากโรงแรม 5 ดาว แถมยังมีห้องประชุมที่ทันสมัย และห้องมินิเทียร์เตอร์ หรือโรงหนังขนาดเล็กเอาไว้ให้โรงพยาบาล ในขณะที่คนไข้เตียงไม่พอ และต้องอยู่กันอย่างแออัด ถึงแม้ว่าในภายหลังจะมีการออกมาแก้ข่าวแล้วว่า ห้องดังกล่าวได้รับเงินบริจาคมาจากเจ้าสัว ที่เคยมารับการรักษาที่โรงพยาบาลนี้แล้วก็ตาม

ส่วนตัวแล้ว ผมว่าสิ่งที่เขาพูดมามันก็มีส่วนถูกนะครับ แต่ถูกไม่ทั้งหมดซะทีเดียว เพราะการที่คุณตูนออกมาวิ่งระดมทุนเนี่ย ถึงมันจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุก็จริง แต่มันมีคุณค่ามากกว่าจำนวนเงินมากนะ

ลองคิดถึงคนดังระดับซุปเปอร์สตาร์ ที่มีกินมีใช้อย่างสุขสบาย ต้องออกมาทำอะไรบางอย่างที่ท้าทายความสามารถ แถมยังไม่รู้เลยว่าจะทำได้รึเปล่า แต่เขาก็ยังตัดสินใจที่จะลงมือทำต่อไปดูสิครับ ทีนี้พอจะรู้แล้วใช่ไหมครับ ว่าพี่ตูนเขาแบกอะไรมากกว่าเงิน 700 ล้านบาท

แน่นอนว่าคำวิจารณ์ต่างๆ มันอาจจะทำให้กำลังลดน้อยถอยลงได้ แต่ตูนก็ยังคงสู้ที่จะวิ่งต่อไป ถึงแม้ว่าจะต้องบาดเจ็บจากอาการกล้ามเนื้ออักเสบ ทั้งที่หลังและขา เพราะต้องวิ่งๆ หยุดๆ เพื่อเซลฟี่กับแฟนคลับตลอดสองข้างทาง ยิ่งไปกว่านั้น การวิ่งหรืออาการออกกำลังกายอื่นๆ ก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก ถ้าหากว่าทำในปริมาณที่มากเกินไป เพราะยิ่งออกกำลังกาย ร่างกายก็ยิ่งสะสมกรดคาร์บอนิกเอาไว้ในกล้ามเนื้อ ทำให้รู้สึกเจ็บปวดในบริเวณดังกล่าวได้ แถมยังเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคแทรกซ้อนต่างๆ อย่างเช่น โรคหัวใจในภายหลังได้
ถึงแม้ว่าตอนนี้ หมอจะสั่งให้ตูนหยุดวิ่งแล้ว แต่ผมว่าตูนไม่ได้หยุดวิ่งหรอกครับ เพราะพลังลึกลับบางอย่าง ได้เข้าไปซ่อนตัวอยู่ข้างในใจของคุณเรียบร้อยแล้ว มันคือพลังแห่งการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้แก่สังคม

ไม่แน่นะครับ ตอนที่ตูน 1 วิ่งไม่ได้ ใครจะไปรู้ บางทีพรุ่งนี้อาจจะมีตูน 2 ตูน 3 ออกมาวิ่งเพื่อขยายเสส้นทางรถไฟฟ้าก็ได้ เพราะความดีมันไม่เคยหลับไหลไปจากใจคนไทยอย่างพวกเราง่ายๆ หรอก จริงไหมครับ?

ค่านิยมผิดๆ สิลิโคนนิ่มบิดได้ ต้องบิดได้เหรอ บิดทำไม บิดเพื่อ?

ผมว่าเลิกค่านิยมสิลิโคนนิ่มบิดได้เถอะครับ บางครั้งค่านิยมผิดๆมันรุนแรงมากจนหมอบางคนก็ไม่สามารถทานกระแส เพราะอธิบายไปก็ไม่เกท เลยต้องตามน้ำ ต้องมาตามค่านิยมบิดได้ตามไปด้วย

สิลิโคนจะมีความแข็งหรือเรียก durometer หลายแบบ โดยมาก ใช้อยู่ประมาณ 10 ถึง 50

10 คือนิ่มมาก เหมาะกับคนเนื้อน้อยๆบางๆ พวกนี้เหลายาก ส่วนใหญ่จะเป็นสำเร็จรูปเลือกความหนาความยาวให้ใกล้เคียงที่สุดและแทบจะไม่เหลาหรือเหลาน้อยสุด ใส่เลย

พวก 50 คือแข็งมากกว่า (แต่ตัวสิลิโคนจะบิดได้อยู่แล้ว)ไม่มีแบบแข็งระดับบิดไม่ได้มาใส่จมูก

ส่วนที่คนไข้อยากใส่บิดได้ ถามว่าจะใส่เพื่อ?

ใส่เพื่อบิดโชว์ คือ ผิด

บิดในที่นี้ คือมันรับแรงกระแทกได้ระดับนึง ไม่ใช่กระแทกแล้วไม่ยืดหยุ่นเลยจนหักโพละอยู่ข้างใน

การบิดสิลิโคนโชว์ผิดมหันต์ เพราะมันทำcapsule ที่รัดสิลิโคนมีโอกาสยืดและหลวมได้

ส่วนใหญ่ที่เราใส่กัน standard ก็คือแถว 40-45 เหมาะกับเกือบทุกคน

สิลิโคนจะเป็นรูปไหน แข็งแค่ไหน ไม่ใช่ประเด็นของคุณภาพ

คุณภาพของการเสริมจมูกขึ้นกับการวางแผนเสริมให้พอดีกับความยืดหยุ่นและความหนาของผิวมากที่สุด และสัดส่วนที่เป็นธรรมชาติ

รูปร่างสิลิโคนทุเรศมาก แต่มันอยู่กับเราได้ก็จบ

รูปร่างสิลิโคนสวยมาก แต่ไม่พอดี มันก็ทะลุ
หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

​การเสริมจมูกแบบ open หากเลือกแพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญ อาจมีความเสี่ยงตามมาได้

ในการทำศัลยกรรมความงาม ต้องบอกเลยล่ะว่าการศัลยกรรมที่ได้รับความนิยมมาเป็นอันดับต้นๆเลย นั่นก็คือการทำจมูก ไม่ว่าจะผู้ชายหรือผู้หญิงก็ตาม ล้วนอยากให้จมูกของตนเองมีความโด่งสวยงาม เพื่อที่ใบหน้าจะได้ดูดีและมีมิติมากยิ่งขึ้น หากศึกษาลึกลงไปกว่านี้จะทราบกันว่าการเสริมจมูกมีหลายประเภท หลักๆที่คนทั่วไปรู้กันดีเลยนั่นก็คือ เสริมจมูกแบบปิดและแบบเปิด  ซึ่งวันนี้เราจะมาอธิบายเรื่องของการเสริมจมูกแบบเปิด( open )  เหตุเพราะว่าเป็นการศัลยกรรมความงาม ที่เราควรระมัดระวังกันเป็นอย่างมากเลยล่ะ  เพราะหากศัลยกรรมจากแพทย์ที่ไม่เชี่ยวชาญแล้วละก็…อาจทำให้เกิดปัญหาและความเสี่ยงตามมาได้นะ
ในการเสริมจมูกแบบเปิด (Open Rhinoplasty)  เป็นการศัลยกรรมที่จะต้องเปิดแผลจากใต้ฐานจมูก กล่าวคือศัลยแพทย์จะทำกรีดผ่าจมูกเป็นแนวดิ่ง เผยให้เห็นแกนจมูก ทำให้สามารถเห็นโครงสร้างของจมูกได้อย่างชัดเจน  ซึ่งการเสริมจมูกแบบ open นี้  มีข้อดีคือสามารถปรับแต่งจมูกได้มากกว่าการผ่าตัดแบบปิด  จะแก้ไขจมูกที่สั้นให้ยาวได้ แก้ไขจมูกที่คดให้ตรง หรือแก้ไขจมูกที่ใหญ่ให้เรียวเล็กลงก็ได้  เป็นต้น  สำหรับวัสดุที่ใช้เสริมนั้นอาจจะเป็นซิลิโคนหรือการนำกระดูกอ่อนในจมูกมาเสริม  ทั้งนี้ก็ต้องมีการพูดคุยและปรึกษาร่วมกันทั้งแพทย์และคนไข้ว่าต้องการจมูกแบบไหน เพื่อให้การศัลยกรรมออกมามีความสวยงาม และดูเป็นธรรมชาติเข้ากับใบหน้ามากที่สุด

แม้ว่าจะได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศเกาหลี แต่สำหรับคนไทยแล้วการศัลยกรรมประเภทนี้อาจไม่ได้ตอบโจทย์สำหรับทุกคน ซึ่งมีโครงสร้างของใบหน้าที่แตกต่างกันไป แต่ทั้งนี้ก็ต้องบอกกันไว้ก่อนเลยล่ะว่า การเสริมจมูกแบบ open ต้องใช้ความเชี่ยวชาญในการผ่าตัดเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการผ่าตัดที่จะต้องกรีดเนื้อจมูกลึกลงไป  หากทำได้ไม่ดีหรือแพทย์ผู้ผ่าตัดไม่มีความเชี่ยวชาญอาจทำให้มีความเสี่ยงตามมานั่นก็คือ มีโอกาสเกิดแผลเป็นได้ง่าย  ,แผลหลังผ่าตัดจะมีการบวมช้ำเป็นระยะเวลานาน  นอกจากนี้แล้วยังเป็นการผ่าตัดที่ใช้เวลานานกว่าการเสริมจมูกแบบปิด เพราะมีรายละเอียดที่มากกว่า จึงทำให้ราคาสูงขึ้นไปด้วย

ดังนั้นแล้วจะเห็นได้ว่าในการเสริมจมูกแบบ open นั้นสามารถปรับแต่งจมูกให้เป็นรูปทรงต่างๆได้ตามต้องการ   จึงควรเลือกแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการศัลยกรรมตกแต่งความงาม เพื่อให้การผ่าตัดออกมาราบรื่นและให้ผลลัพธ์ที่ได้นั้น มีความสวยงามและพึงพอใจ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงหลายๆด้านไปได้

ดราม่าร้อนฉ่า Miss Earth 2017 ความงามในอีกมิติ

เมื่อบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่า facebook จะร้อนเป็นไฟ พร้อมแฮชแทคใหม่ #MissEarth2017 จนใครต่อใครก็ต้องถามกันปากต่อปากว่า นี่มันเกิดอะไรขึ้น ในตอนนี้หมอเองก็กำลังทำงานอยู่ เลยไม่ได้ไปร่วมคอมเมนต์อะไรด้วยมากมาย แต่พอตกเย็นมาเชคข่าวในมือถือ ก็ต้องประหลาดใจ เพราะทุกคนดูเหมือนจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า Miss Earth 2017 นั้นดูจะไม่สวยสมกับตำแหน่งเอาเสียเลย แถมรูปถ่ายที่ช่างกล้องบันทึกได้ กับรูปของเธอบน IG ก็ต่างกันมาก คนนี่ถ้าบอกว่าเป็นคนละคนกัน หมอก็ยังเชื่อเลย

สำหรับประเด็นในเรื่องนี้ก็คือ นิยามของความสวยและความเหมาะสม ตลอดจนค่านิยมเรื่องความงามของสังคมที่จะเริ่มจะเปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง

ก่อนอื่นหมอก็ต้องยอมรับนะครับ ว่าหลังจากที่เห็นรูปภาพในวันรับมงกุฎของ Miss Earth คนล่าสุดแล้วก็แอบจะตกใจเล็กน้อย เพราะเธอไม่ได้มีใบหน้าสวยแบบพิมพ์นิยมสักเท่าไหร่ แต่สามารถแก้ไขให้สวยกว่าเดิมได้ เนื่องจากโครงหน้าของเธอนั้นดีอยู่แล้ว แถมหุ่นก็ยังผอมเพรียว เหลือเพียงแค่จัดแต่งองค์ประกอบอื่นๆ ให้ลงตัวมากกว่านี้เท่านั้นเอง

ในอันที่จริงแล้ว หมอว่าทางนางงามคนดังกล่าวอาจจะไม่ได้แต่งรูปจนคนจำไม่ได้หรอก เพียงแต่ว่าเขารู้มุมสวยของเขา เวลาถ่ายออกมาเลยมีมุมที่ดูดี แต่พอเจอช่างกล้องที่ไม่เคยทำงานร่วมกันมาก่อน ภาพจึงออกมาเป็นอย่างที่เห็น 

นอกจากนี้การที่เรามีอายุมากขึ้น ใบหน้าของเราก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามวัยด้วยนะครับ อย่างในกรณีของ Miss Earth 2017 ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าเธอมีจมูกที่ยาวและใหญ่ เลยทำให้ดูแก่ก่อนวัยนั่นเอง ส่วนองค์ประกอบอื่นๆ บนใบหน้าเธอ หมอว่าไม่มีอะไรที่เป็นปัญหาเลยครับ

เอาเป็นว่า ดราม่าในครั้งนี้ ที่บอกว่า Miss Earth 2017 นั้นไม่สวย หมอว่ามันขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนละ เพราะเท่าที่หมอหาข้อมูลมา เธอคนนี้มีดีกรีเป็นถึงอาจารย์มหาวิทยาลัย แถมยังตอบคำถามได้ฉะฉาน ดูฉลาด และมีพลัง 

บางที กรรมการเขาอาจจะให้คุณค่าความสวยจากภาพใน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสติปัญญา การวางตัว หรือทัศนคติมากกว่าเรื่องรูปร่างหน้าตาภายนอกก็เป็นได้

แต่ถ้าเกิดว่าใครอยากดูดีสะดุดตา ก็แวะมาปรึกษาหมอที่คลินิกได้นะ ยินดีช่วยเหลือทุกเคส เพราะหมอเชื่อว่า การที่เราสวยหล่อมากขึ้น ก็จะทำให้มีความมั่นใจเพิ่มตามไปด้วย และยังส่งเสริมเรื่องหน้าที่การงานและความรักได้จริง ถ้าอยากมีชีวิตใหม่ ลองก็มาหาหมอที่ YB Clinic กันนะครับ

เปลี่ยนความเชื่อเดิมๆ ให้หมดไป เพราะ “จมูกยิ่งโด่ง” ไม่ได้แปลว่า “ยิ่งสวย”

ช่วงหลังๆ มานี้ หมอเริ่มเห็นหนุ่มสาวรุ่นใหม่ศัลยกรรมแล้วไม่เนียน บางทีทำออกมาก็ดูไม่เข้ากับบุคลิกของตัวเองเอาซะเลย ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเทคโนโลยีทางการแพทย์ไม่ได้ดีเท่ากับในปัจจุบัน แต่จมูกของดาราสมัยก่อนกลับได้รูปและเป็นธรรมชาติมากกว่าในปัจจุบันมาก

จริงๆแล้ว หมอเองก็ไม่อยากจะไปแสดงความคิดเห็นอะไรกับรสนิยมของคนอื่นมากมาย แต่ที่จำเป็นต้องออกมาพูดในวันนี้ ก็เป็นเพราะว่าหมอเริ่มจะเหนื่อยจากการแก้เคสจมูกทะลุของเด็กๆ ที่แวะเวียนมาหาหมอกันไม่เว้นแต่ละวันแล้ว และถึงแม้ว่าเคสจมูกทะลุจะสามารถแก้ไขได้ แต่ถ้าเกิดการติดเชื้อ หรือมีเนื้อบางส่วนตายขึ้นมา ต่อให้สามารถแก้ได้ แต่ปลายจมูกของคุณก็จะไม่สามารถกลับมาสวยงามได้เท่ากับของเดิมนั่นเอง หมอจึงอยากจะออกมาเตือนคนที่ยังไม่ได้ทำ หรือกำลังอยู่ในช่วงที่กำลังตัดสินใจเอาไว้ล่วงหน้าเสียหน่อย ว่าจมูกยิ่งโด่งน่ะ มันไม่ได้แปลว่าจะยิ่งสวยเสมอไปหรอกนะ

ขนาดเสื้อผ้ายังต้องมีหลากทรงหลายไซส์ตามรูปร่างของแต่ละคน รูปหน้าของคนก็เช่นเดียวกัน เพราะคนเรามีทั้งหน้ารูปไข่ หน้ากลม หน้าเหลี่ยม หน้ารูปหัวใจ หน้ารูปเพชร นี่ยังไม่รวมองค์ประกอบอื่นๆ เช่น ดวงตา โค้ง ปาก และโหนกแก้ม ดังนั้นจมูกที่สวยและได้สัดส่วนของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไปนั่นเอง

อันที่จริงหมอก็พอจะทราบดีว่า เทรนด์ความงามในปัจจุบันนั้น คนส่วนใหญ่จะให้เทียบความงามในแบบอุดมคติเอาไว้กับชาวยุโรป คือใบหน้าเรียว ตาลึก และจมูกโด่ง ซึ่งคนในกลุ่มคอเคซอยด์ จะมีแนวสันกระดูกที่ชัดเจน ผิดกับคนไทยที่มีเชื้อสายมองโกลอยด์ ซึ่งจะมีใบหน้าที่กลมและแบนกว่า ดังนั้นลักษณะจมูกที่เหมาะสม จึงไม่ได้จมูกที่โด่ง เรียวบาง และปลายเชิดเสมอไป
ดูอย่างภาพน้องผู้หญิงคนในภาพนี้นะครับ คิดว่าสิ้นเดือนนี้ คงต้องจัดโปรโมชั่นแก้จมูกทะลุ ไว้เอาใจสาวสายพุ่ง เพราะน้องเขาเล่นให้หมองัดขึ้นมาจนเนื้อปลายจมูกตึงและบางมากเสียขนาดนี้ ถ้ามองกันให้ตรงตามความเป็นจริงแล้ว หมอเองก็ยอมรับนะครับ ว่าจมูกใหม่น้องเขาก็สวยดี แต่ถ้าให้มององค์รวมแล้ว หมอว่าองค์ประกอบและสัดส่วนต่างๆ บนใบหน้ามันไม่บาลานซ์กันเลยจะว่าไปก็เหมือนกับการเสื้อผ้าชุดที่ไม่แมทช์กันอย่างที่หมอบอกข้างต้นนั่นแหละครับ

เอาเป็นว่าถ้าหากว่าใครอยากได้ดั่งโด่งปลายพุ่งมากๆ หมอขอแนะนำว่าให้ลองคิดทบทวนดูให้ดีๆ และใช้รูปนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจ ว่าจมูกโด่งไม่ได้ทำให้คุณดูดีเสมอไปหรอกนะครับ

เตือนภัยสาวๆ เสริมดั้งโด่งด้วย Nose Secret อันตรายกว่าที่คุณคิด

หลังจากที่เพจดังได้ออกมาพูดถึงเรื่องของเจ้าอุปกรณ์เสริมดั้งโด่งที่ตอนนี้ได้มีการวางขายกันทั่วไปตามโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Instagram เพราะเจ้าอุปกรณ์ตัวนี้ได้รับความนิยมและมีการพูดถึงกันเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นเนื่องจากทำให้คุณสาวๆ และหนุ่มๆ สวยได้โดยลงทุนเพียงแค่หลักร้อย แถมยังไม่ต้องเจ็บตัวเหมือนการทำศัลยกรรมอีกด้วย ก็อย่างที่ได้มีการพูดถึงกันไปบ้างแล้วในเรื่องของความปลอดภัยและของอันตรายของเจ้าอุปกรณ์ตัวนี้ แต่ก็ยังมีหลายถามหมอเข้ามาว่าถ้าอยากจะลองใช้แท่งพลาสติกตัวนี้มาเสริมดั้งดูก่อนจะได้ไหม แล้วจะมีความปลอดภัยแค่ไหน ต้องเลือกแบบไหนดี วันนี้หมอก็เลยจะมาเล่าถึงเจ้าอุปกรณ์ตัวนี้ให้ฟังก็แล้วกันนะครับ 

Nose Secret ที่เราเห็นโพสขายกันอยู่ทั่วไปตาม Social Media จะเห็นว่าเป็นอุปกรณ์ที่ดูคล้ายพลาสิกรูปร่างโค้งครึ่งวงกลมซึ่งมีให้เลือกหลายขนาดตั้งแต่ไซส์ XS, S, M, L และ XL บางกล่องมาพร้อมกับอุปกรณ์ช่วยใส่หรือจะเรียกว่าไม้ที่ช่วยยัดเจ้า Nose Secret ตัวนี้เข้าไปในจมูกรวมถึงอุปกรณ์ช่วยถอดหรืออุปกรณ์ที่ช่วยเขี่ยออกมา ซึ่งหมอเห็นราคาแล้วบอกเลยว่าค่อนข้างถูกมากจึงแอบเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องของวัสดุของอุปกรณ์ตัวนี้เพราะอาจจะเป็นอันตรายกับคนที่ซื้อมาใส่ได้ และก็อย่างที่หลายๆ ฝ่ายได้ออกมาเตือนไม่ว่าจะเป็นเพจดัง กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงคุณหมอผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ท่าน ซึ่งตัวหมอเองก็เข้าใจว่าวัยรุ่นหรือหลายๆ คนที่อยากสวยก็ต้องจะอยากลองอุปกรณ์เหล่านี้เป็นธรรมดา (ถ้าไม่กลัวตอนยัดเข้าไป) เพราะช่วยให้จมูกดูสวย จมูกเชิด และดูเป็นคนที่มีดั้งโด่งขึ้นมากกว่าเดิมซึ่งความจริงแล้วหมออยากให้ผู้อ่านลองนึกภาพตามว่าการใช้พลาสติกยัดเข้าไปในรูจมูกนั้นสามารถช่วยได้เฉพาะตรงปลายจมูกให้เชิดขึ้นได้เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับสันจมูกแต่อย่างใด ซึ่งวิธีนี้เรียกว่าลงทุนน้อยมาก แต่อาจจะต้องใช้เทคนิคการเมคอัพเข้ามาช่วยเพิ่มเติมเพื่อให้จมูกดูเป็นสันมากขึ้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาเพราะว่าของถูกและดีมักจะไม่มีในโลก และที่สำคัญที่ต้องมาพูดในวันนี้ก็เพราะว่าอยากจะให้คนที่ใช้อุปกรณ์ตัวนี้ระวังในเรื่องของผลข้างเคียงและความปลอดภัยด้วย เพราะจมูกนั้นเป็นอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการหายใจ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาแล้วหมอคิดว่าจะได้ไม่คุ้มเสียกันมากกว่า 

สำหรับคนที่สนใจหรืออยากลองซื้อ Nose Secret มาลองใส่ดู ข้อควรระวังก็คือ การใส่อุปกรณ์ตัวนี้ไว้ในจมูกนานๆ อาจจะทำให้เกิดแผล ให้ลองคิดถึงลักษณะของแผลกดทับเนื่องจากเราเอาวัสดุเข้าไปกดอยู่กลับเนื้อเยื่อที่มีความอ่อนกว่าเนื้อเยื่อส่วนอื่นๆ ยิ่งเป็นเนื้อเยื่อในจมูกด้วยแล้วเป็นส่วนที่เกิดการระคายเคืองและอาการอักเสบที่จะนำไปสู่การติดเชื้อได้ง่ายมาก และหากเกิดการติดเชื้อขึ้นมาบริเวณในโพรงจมูกนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับการรักษา อย่างที่หมอบอกว่าอุปกรณ์ราคาหลักร้อยนั้นไม่คุ้มกับผลที่จะเกิดขึ้นเป็นแน่ และอีกอย่างในกรณีที่ไม่มีใครอยากให้เกิดเช่นถ้ามีเหตุการณ์สุดวิสัย หรืออุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการกระแทกตรงบริเวณจมูกแล้วเราดันไปใส่เจ้าอุปกรณ์พลาสติกแปลกปลอมนี้เอาไว้ อาจจะทำให้อุบัติเหตุรุนแรงขึ้นกว่าเดิมและส่งผลให้มีอันตรายถึงชีวิตได้ ส่วนอีกกรณีก็คือคนที่เคยผ่านการทำศัลยกรรมอย่างเช่นเคยเสริมซิลิโคนมาแล้ว แต่อยากจะให้ปลายจมูกดูเชิดขึ้นไปอีก ก็เลยเอา Nose Secret มาใส่เพิ่ม กรณีอย่างนี้หมอไม่แนะนำและไม่ควรทำเป็นอย่างมาก เพราะอย่างที่บอกว่าการใส่สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในจมูกนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการระคายเคืองและการอักเสบสูงมาก และยิ่งถ้ามีการติดเชื้อหรือเกิดแผลทะลุเข้าไปในเนื้อเยื่อจุดที่เสริมซิลิโคนอาจทำให้จมูกเน่าและต้องผ่าตัดแก้กันใหญ่โตเป็นเรื่องใหญ่แน่นอน 

สุดท้ายหมออยากจะบอกว่าสำหรับอุปกรณ์ตัวนี้ ถึงแม้ว่าจะมีบิวตี้กูรูมาสาธิตการใช้งานว่าเป็นเครื่องมือที่ทำให้สวยได้ง่ายและรวดเร็วและประหยัดขนาดไหน แต่หมอก็ไม่ขอแนะนำเลยนะครับ อย่างที่เห็นกันว่าหลายฝ่ายได้ออกมาเตือนถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังไม่เกิดอันตรายแต่ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร่ เพราะฉะนั้นควรลดความเสี่ยงด้วยการไม่ใส่ย่อมดีที่สุดเพราะอย่างที่บอกไปว่าการที่เราเอาวัสดุเข้าไปกดอยู่กับเนื้อเยื่อที่มีความอ่อนแอกว่าเนื้อเยื่อส่วนอื่นๆ จะทำให้เกิดแผลกดทับนำไปสู่อาการอักเสบและติดเชื้อได้ ในฐานะแพทย์หมอไม่แนะนำให้ลองใช้จะเป็นการดีที่สุดครับ 

ไขความกระจ่าง “กรีน อัษฎาพร” ฉีดฟิลเลอร์เสริมหน้าอก อันตรายจริงหรือ?

​ฉีดฟิลเลอร์เสริมหน้าอก อันตรายจริงหรือ? 

หลังจากที่ดาราสาวกรีน อัษฎาพร ออกมาให้การยอมรับว่าที่ตัวเองดูอึ๋มขึ้นนั้นก็เพราะว่าตัวเองได้ทำการเสริมหน้าอก แต่ไม่ได้เป็นการตัดศัลยกรรมผ่าตัดแต่อย่างใด เนื่องจากตัวเองไม่พร้อมและก็ไม่มีเวลา จึงไปทำการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเป็นการเสริมอึ๋มแทน เพราะไม่เสียเวลาและประหยัดเงินได้มากกว่า โดยที่เมื่อฉีดแล้วจะอยู่ได้ประมาณ 1-2 ปี นั้น หลังจากน้องกรีนออกมาให้สัมภาษณ์ ก็มีหลายคนรวมถึงคุณหมอผู้เชี่ยวชาญออกมาพูดด้วยความเป็นห่วงว่าการฉีดฟิลเลอร์เสริมหน้าอกนั้นเป็นวิธีที่ไม่ควรทำเพราะจากการศึกษาระยะยาวอาจจะทำให้กลายเป็นก้อนแข็ง ผังพืด และอาจจะทำให้มีอาการอักเสบ และยังมีผลกระทบกับการตรวจมะเร็งเต้านมในอนาคต แถมเมื่อเกิดปัญหาก็แก้ไขได้ยาก  

สำหรับประเด็นนี้ ความจริงแล้ว การฉีดฟิลเลอร์ที่หน้าอกนั้น หมอไม่แนะนำนะครับ เพราะอย่างที่คุณหมอผู้เชี่ยวชาญออกมาพูด ว่าเมื่อฉีดเข้าไปแล้วหากมีปัญหาเกิดขึ้นจะทำการแก้ไขได้ยาก ไปตรวจมะเร็งเต้านมก็ลำบาก แถมประเทศในยุโรปและอเมริกาก็มีการห้ามไม่ให้ใช้ฟิลเลอร์ในการเสริมหน้าอกมานานแล้ว แม้กระทั่งบริษัทที่ผลิตฟิลเลอร์เองก็ยังประกาศในเวปว่าไม่เหมาะสำหรับการใช้เสริมหน้าอก 

ก่อนอื่น เรามารู้จักฟิลเลอร์กันก่อนนะครับ ฟิลเลอร์ก็คือ สารเติมเต็มที่ใช้ฉีดเข้าไปเสริมในชั้นผิวหนังหรือใต้ผิวหนัง ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาริ้วรอยร่องลึกของส่วนต่างๆ บนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นใต้ตา มุมปาก หน้าผาก และฉีดเพื่อช่วยปรับแต่งรูปหน้า โดยการใช้ฟิลเลอร์เพื่อให้ปลอดภัยนั้น ความจริงแล้ว คือ ใส่ในปริมาณน้อย ซึ่งไม่ตรงกับเป้าหมายคนเสริมหน้าอกครับและค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก แต่ถ้าอยากจะฉีดจริงๆ ก็อาจจะฉีดเป็นชนิด hya ที่สามารถสลายเองได้จะดีกว่า หรืออีกวิธีหนึ่งก็คือใช้การฉีดด้วยไขมันซึ่งหากจะทำการฉีดด้วยวิธีนี้ก็ต้องเป็นแพทย์ที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญในด้านนี้จริงๆ จึงจะสามารถทำได้ ส่วนเรื่องของค่าใช้จ่ายนั้น การฉีดฟิลเลอร์ถือว่าไม่คุ้มนะครับเพราะมีราคาสูงอาจจะถึงหลักล้าน และอยู่ได้ไม่นาน อย่างดีก็แค่ครึ่งปีเท่านั้น

สำหรับกรณีของการใช้ฟิลเลอร์เพื่อเสริมหน้าอกอย่างเคสของน้องกรีนที่เธอมีปัญหาเรื่องของทรวดทรง ก็คือ เธอเป็นคนหุ่นผอม ตัวเล็ก ใส่เสื้อผ้าแล้วไม่เต็ม เลยอยากเสริมหน้าอกเพื่อเพิ่มความมั่นใจ เวลาใส่เสื้อผ้าจะได้ดูดีขึ้น ก็เลยลองศึกษาวิธีนี้ดู ความจริงแล้ว ฟิลเลอร์ก็มีข้อดีนะครับ คือ จะช่วยให้เป็นธรรมชาติกว่า นุ่มนิ่มกว่า ไม่มีปัญหาขอบซิลิโคน แต่ส่วนใหญ่จะใช้ในคนที่ต้องการอัพไซส์หน้าอกขึ้นมาให้ใหญ่แบบพอดีๆ คือ ไม่ใหญ่เว่อร์ โดยฉีดเข้าไปครั้งละ 150 cc x 2 ข้าง ซึ่งการใช้วิธีนี้จะมีค่าใช้จ่ายสูงเลยทีเดียวครับ แต่ก็ได้รับความนิยมในกลุ่มดารา นางแบบ และคนรวยๆ ที่มักจะฉีดกัน เนื่องจากเหตุผลคล้ายๆ กับน้องกรีน คือ ไม่ต้องใช้เวลามาก ไม่ต้องพักฟื้น ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายนั้นไม่ต้องเป็นห่วงครับอย่างที่นักข่าวได้ไปถามคุณกรีนว่ามีค่าใช้จ่ายถึง 7 หลักเลยรึเปล่า เอาเป็นว่าค่าใช้จ่ายแต่ในการฉีดต่ำๆ ก็เรียกได้ว่าออกรถ Eco car ได้เลยล่ะครับ 

ในกรณีของน้องกรีนหมอก็เห็นใจเธอนะครับ เธอบอกว่าไม่มีเวลา แล้วก็เชื่อมั่นในตัวคุณหมอ เลยตัดสินใจทำ 

ก็ถ้าฝากบอกน้องกรีนได้ก็จะฝากบอกว่าอย่าไปกังวลมาก ทำไปแล้วก็แค่ดูแลอย่าไปกระทบกระเทือนแรงๆ และหมั่นตรวจเช็คความผิดปกติอยู่เสมอ อย่างที่เธอบอกว่าที่เธอทำก็เพื่อความมั่นใจ และก็ดูแลรักษามาเรื่อยๆ มีคุณหมอคอยเช็ค และดูแลตลอดเพื่อไม่ให้เกิดพังผืด นั้นก็เป็นการดูแลที่ดีครับ หมอขอให้กำลังใจ และเป็นกำลังใจให้นะครับ ว่าน้องกรีนไม่ต้องกังวล ปัญหาที่เกิดกับคนที่เสริมหน้าอกจริงๆ มีน้อย โดยอาจจะมีปัญหาเรื่องให้นมบุตรยาก ส่วนคนอื่นที่อยากเสริมหน้าอกจริงๆ นั้น ความจริงแล้วมีหลากหลายวิธีที่ดีและปลอดภัยนะครับ ในตอนหน้าหมอจะมาแนะนำการเสริมหน้าอกว่าแบบไหนเป็นแบบที่คุ้มค่าและปลอดภัย อย่างที่ได้เกริ่นไปแล้วในเบื้องต้นว่าส่วนใหญ่ซิลิโคนนั้นเป็นวิธีที่ดี และนิยมใช้กันมากที่สุด ในตอนหน้าหมอจะมาลงรายละเอียดเพื่อเป็นข้อมูลให้คนที่กำลังต้องการเสริมอึ๋มได้เอาไปพิจารณากันครับ